top of page

ทำไมอยู่ ๆ ก็รู้สึกเริ่มแอบชอบ(Crush)ใครสักคน ?

รูปภาพนักเขียน: Lulu🌼
Lulu🌼
16 ก.ค.
ยาว 1 นาที


เมื่อวานยังใช้ชีวิตชิล ๆ อยู่เลย... เผลอแป๊บเดียว แค่เขายิ้มให้ครั้งเดียวปุ๊บ..เขาก็เข้ามาอยู่ในหัวเราแทบทั้งวัน

วนคิดถึงบทสนทนาเดิมซ้ำ ๆ เช็กมือถือทุก 5 นาที รู้ด้วยว่าเขาออนไลน์ตอนไหน

อยากจะบอกเลยว่า... คุณไม่ได้บ้าค่ะสาวๆ สมองของคุณแค่กำลังทำงานตามที่วิวัฒนาการออกแบบมาเป็นล้าน ๆ ปี


นักวิทยาศาสตร์พบว่า การแอบชอบใครสักคนไม่ได้เป็นแค่ "ความรู้สึก" แต่มันคือเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสมอง ฮอร์โมน และระบบประสาท หนึ่งในงานวิจัยที่โด่งดังที่สุดมาจากทีมนักวิจัยจาก Harvard Medical School ศึกษาภาพสแกนสมองมากกว่า 2,500 ภาพเกี่ยวกับความรัก ในการทดลองครั้งสำคัญ นักวิจัยให้วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว 17 คนที่บอกว่าตัวเอง "กำลังตกหลุมรักอย่างหนัก" นอนอยู่ในเครื่องสแกนสมองแบบ fMRI แล้วให้ดูรูปคนที่ตัวเองรัก จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับตอนที่ดูรูปคนรู้จักทั่วไป ผลที่ได้คล้ายกันแทบทุกคน แค่เห็นหน้าคนที่ตัวเองชอบ สมองส่วนที่เกี่ยวกับ "ระบบรางวัล" (Reward System) ก็ทำงานทันที


บริเวณแรกคือ Ventral Tegmental Area หรือ VTA สมองส่วนนี้เต็มไปด้วยเซลล์ประสาทที่สร้างโดพามีน

หลายคนเรียกโดพามีนว่า "ฮอร์โมนแห่งความสุข" แต่จริง ๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่ามันคือสารที่ทำให้เรา "อยากไล่ตาม" สิ่งที่สมองมองว่ามีคุณค่า


อีกบริเวณหนึ่งคือ Caudate Nucleus สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การจดจำ ประสบการณ์ที่ให้รางวัล และการตั้งเป้าหมาย พูดง่าย ๆ คือ สมองไม่ได้แค่คิดว่า "คนนี้น่ารักจัง" แต่กำลังพูดว่า "คนนี้สำคัญนะ สนใจเขาไว้" นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการแอบชอบใครสักคนถึงหยุดคิดไม่ได้


แล้วเคยสงสัยไหม... ทำไมแค่เขาทักมา ใจก็เต้นแรง หรือเวลาอยู่ต่อหน้าเขา อยู่ ๆ ก็พูดไม่ออก นั่นเป็นเพราะการตกหลุมรักช่วงแรก ยังไปกระตุ้นระบบตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายด้วย งานวิจัยพบว่า ในช่วงเริ่มต้นของความรัก ระดับคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด จะสูงขึ้นชั่วคราว นั่นทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น มือเย็น ใจสั่น เหงื่อออก หรือมีอาการ "ผีเสื้อบินในท้อง" ที่หลายคนเคยรู้สึก


ในเวลาเดียวกัน ระดับเซโรโทนิน (Serotonin) ก็ลดลงชั่วคราว นักวิทยาศาสตร์พบว่ารูปแบบนี้คล้ายกับสิ่งที่พบในผู้ที่มีโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ไม่ได้แปลว่าการมีคนที่แอบชอบคือโรค OCD นะ แต่การที่เซโรโทนินลดลงอาจอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงคิดถึงใครบางคนซ้ำ ๆ วนอ่านแชตเดิม หรือเผลอเข้าไปดูโปรไฟล์เขาหลายรอบในวันเดียว


เพราะฉะนั้น... ถ้าวันนี้เผลอเข้าไปส่อง Instagram ของเขาเป็นรอบที่ห้า วิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายเหมือนกัน สมองของคุณกำลังโฟกัสคนคนเดียวเป็นพิเศษ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป เมื่อความสัมพันธ์เริ่มมั่นคง และทั้งสองคนรู้สึกปลอดภัยต่อกัน ระดับคอร์ติซอลและเซโรโทนินจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แทนที่ด้วยฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) และวาโซเพรสซิน (Vasopressin) ฮอร์โมนสองตัวนี้มักถูกเรียกว่า "ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน"


แทนที่จะทำให้ใจเต้นแรงเหมือนช่วงแอบชอบ มันจะช่วยสร้างความรู้สึกไว้ใจ อบอุ่น สบายใจ และผูกพันในระยะยาว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความรักที่มั่นคงมักรู้สึกสงบกว่าความวุ่นวายของการแอบชอบช่วงแรก และยังมีข่าวดีอีกอย่าง

เมื่อก่อนนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า สมองจะตื่นเต้นแบบนี้แค่ช่วงฮันนีมูนเท่านั้น แต่ภายหลังมีงานวิจัยที่ศึกษาคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขมานานเฉลี่ยกว่า 21 ปี ผลกลับพบว่า หลายคู่ยังคงมีการทำงานของสมองในบริเวณที่สร้างโดพามีนสูง คล้ายกับคู่รักที่เพิ่งตกหลุมรักกันใหม่ ๆ ในขณะเดียวกัน สมองก็เพิ่มการทำงานของระบบที่เกี่ยวข้องกับออกซิโทซินและสารโอปิออยด์ตามธรรมชาติ ทำให้ความรักระยะยาวเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความปลอดภัย และความผูกพัน


แต่อยากฝากไว้หนึ่งเรื่อง การที่หัวใจเต้นแรง ไม่ได้แปลว่าคนนั้นคือคนที่ใช่เสมอไป การแอบชอบเป็นหลักฐานว่า สมองของคุณสร้างความรู้สึกที่ทรงพลังได้ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าคุณควรมองข้ามสัญญาณอันตราย หรือ Red Flags

สนุกกับความรู้สึกผีเสื้อบินในท้องได้ หัวเราะกับความเขินของตัวเองได้ แต่ก็อย่าลืมรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ด้วยนะ


ถึงโดพามีนจะทำให้สมองหลงใหล หัวใจของคุณก็ยังเลือกคนที่เหมาะสมได้เสมอ 💛


อ้างอิง

Harvard Medical School. Love and the Brain

Takács L, et al. The neurobiology of romantic love: A review of human brain imaging and neuroendocrine studies.

 
 
bottom of page